About Us
เทรดเดอร์ตั้ม
ถ้าจะให้เล่าแบบไม่แต่ง ผมคงไม่เริ่มจากวันที่เทรดได้ดีหรือวันที่รู้สึกว่าตัวเองเข้าใจตลาดแล้ว ผมคงเริ่มจากภาพที่ตัวเองนอนหลับไปทั้งที่ยังถือมือถือคาอยู่ในมือ เพราะมีออเดอร์ค้างในพอร์ต ตื่นมาก่อนล้างหน้า แต่ดู drawdown ก่อน ชีวิตช่วงนั้นไม่ได้ดูเท่เลย มันทั้งดื้อ ทั้งรีบ ทั้งอยากเอาคืน และที่แย่ที่สุดคือผมยังคิดว่าตัวเองควบคุมทุกอย่างอยู่
Updated 26 July 2026
มันเริ่มจากเรื่องเงินก่อน
ผมเรียนวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แล้วมาเรียนต่อวิศวกรรมชีวการแพทย์ที่ลาดกระบัง ถ้ามองจากชื่อคณะอย่างเดียว มันก็ดูเป็นเส้นทางที่น่าจะไปได้สวยพอสมควร ดูเหมือนชีวิตน่าจะมีทิศของมัน แต่ชีวิตจริงในตอนนั้นไม่ได้อยู่ในชื่อคณะ มันอยู่ในเรื่องเล็กๆ มากกว่า
ตอนอยู่กรุงเทพฯ ผมนั่งรถเมล์ไปทำงาน นั่งรถไฟฟรีไปเรียน แล้วมีนิสัยติดตัวอยู่อย่างหนึ่ง คือก่อนออกจากห้องต้องล้วงกระเป๋าดูเงินก่อนเสมอ ไม่ได้ดูเพราะกลัวเงินหาย แต่ดูเพราะต้องกะว่าเงินที่มีพอถึงเย็นไหม พอค่าข้าวไหม พอสำหรับอีกสองสามวันไหม
มันไม่ได้เป็นชีวิตที่ดราม่าจนต้องใส่เพลงเศร้าอะไรขนาดนั้น แต่ความรู้สึกมันตึง ตึงแบบที่ทำให้คนเราเริ่มคิดเรื่องเงินจริงจังกว่าที่ปากยอมรับ บางคนเริ่มจากความสนใจเรื่องการลงทุน บางคนเริ่มจากความชอบเรื่องตัวเลข แต่ของผมถ้าจะพูดกันตรงๆ มันเริ่มจากความรู้สึกว่าอยากหายใจคล่องกว่านี้ก่อน
ผมไม่ได้โตมากับกราฟ ไม่ได้โตมากับภาพฝันว่าอยากเป็นนักลงทุน ไม่ได้มีโมเมนต์ที่เห็นแท่งเทียนครั้งแรกแล้วรู้สึกว่าชีวิตถูกเรียกหา จุดเริ่มต้นของผมธรรมดากว่านั้นมาก คืออยากมีรายได้ที่ดีขึ้น อยากไม่ต้องตึงกับเงินตลอดเวลา อยากเลิกคำนวณทุกอย่างก่อนใช้ ถ้าจะมีคำไหนเป็นคำแรกจริงๆ มันคงเป็นคำว่าเงิน ไม่ใช่คำว่าตลาด
ช่วงที่รับทุกงาน
ตอนยังเรียนอยู่ ผมเคยเข้าไปอยู่ในโลกธุรกิจเครือข่าย ต้องเข้าเซ็นเตอร์แทบทุกเย็น ไปฟังเรื่องการขาย เรื่องการพูด เรื่องการชวนคน ตอนนั้นผมไม่ได้เป็นคนพูดเก่งเลย ผมเกร็ง อาย แล้วก็กลัวโดนปฏิเสธมาก
แต่พอคนเรารู้สึกว่าเงินไม่ค่อยพอ มันจะมีความกล้าบางแบบโผล่มา กล้าลองสิ่งที่ปกติไม่คิดว่าตัวเองเหมาะ กล้าเข้าไปอยู่ในห้องที่เต็มไปด้วยคนพูดเก่งทั้งที่ตัวเองพูดไม่เก่ง กล้าฝืนความอายเพราะหวังว่าบางทีตรงนั้นอาจเป็นทางออกได้
หลังเรียนจบ ผมเคยทำงานเป็นนักวิจัยแถวคลองหนึ่ง ปทุมธานี ตอนนั้นคิดอยู่เหมือนกันว่าชีวิตน่าจะเริ่มตั้งหลักได้แล้ว แต่พอน้ำท่วมใหญ่เข้ามา ทุกอย่างก็หลุดมือไปพร้อมกัน สุดท้ายผมต้องกลับเชียงใหม่แบบไม่มีงาน ไม่มีเงินก้อน แล้วก็ไม่ค่อยรู้ด้วยว่าจะเริ่มใหม่ตรงไหนดี
พอกลับมา ผมรับแทบทุกงานจริงๆ รับล้างจาน รับงานกราฟิก รับเขียนโปรแกรม รับเขียนเว็บ หางานประจำก็ทำ เงินเดือนเริ่มต้นอยู่แถว 12,xxx บาท ซึ่งในเวลานั้นมันก็คือเงินที่ต้องคิดให้ดีว่าจะพอพยุงอะไรได้บ้าง
แล้วผมยังเคยไปเล่นดนตรีตามงานศพด้วย หน้าที่คือตีฉิ่ง เพราะเล่นได้อยู่เท่านั้น ต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ ขับรถให้คณะ ไปงานศพ ไปงานเจ้าทรง ทำอยู่ 8-10 ชั่วโมง ได้วันละ 100 บาท มีหลายเช้าที่ง่วงมาก มีหลายวันที่ไม่ได้รู้สึกว่านี่คือชีวิตที่ตัวเองเคยคิดไว้ แต่ก็ทำ
ช่วงนั้นผมไม่ได้มีเวลาคิดมากว่างานไหนดูดี งานไหนไม่ดูดี งานไหนได้เงินก่อน งานนั้นสำคัญกว่า ผมว่าคนที่ไม่เคยผ่านช่วงแบบนี้อาจฟังแล้วคิดว่าเหนื่อย แต่สำหรับคนที่อยู่ในมันจริงๆ ความรู้สึกมันไม่ได้มีคำว่าเท่หรือไม่เท่หรอก มันมีแค่ว่าต้องไปต่อให้ถึงเดือนนี้ก่อน
อินเทอร์เน็ตพาผมไปอีกโลกหนึ่ง
ต่อมาผมเริ่มทำ Internet Marketing แล้วก็ไปอยู่สาย amazon affiliate อยู่พักหนึ่ง โลกนั้นเปิดของใหม่ให้ผมเยอะมาก มันเป็นช่วงที่ผมเริ่มรู้สึกว่า อินเทอร์เน็ตไม่ได้มีไว้แค่เล่นหรืออ่านข้อมูล แต่มันอาจเป็นพื้นที่ทำมาหากินจริงๆ ได้
ผมเริ่มรู้จักคำว่าระบบ รู้จักการซื้อคอร์ส รู้จักการเรียนจากคนอื่น รู้จักความหวังแบบใหม่ที่ดูทันสมัยกว่าเดิม และก็เริ่มรู้จักอีกอย่างหนึ่งเหมือนกัน คือซื้อความรู้ไม่ได้แปลว่าชีวิตจะพลิกทันที
จากตรงนั้นเองผมก็หลุดเข้าโลกการเทรด ยุคนั้นยังไม่ได้มีคอร์สเป็นระบบเต็มไปหมดเหมือนทุกวันนี้ มือใหม่ก็คลำกันจากเว็บบอร์ด จากกระทู้ จากคำบอกเล่า ใครพูดมั่นใจหน่อยก็ดูน่าเชื่อ ใครโชว์ผลลัพธ์เก่งหน่อยคนก็อยากตาม ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น
ระบบตอนนั้นก็ยังขลุกขลัก จะฝากเงินเข้าพอร์ตบางครั้งต้องขูดบัตรเติมเงินเอารหัสไปกรอก บางครั้งต้องปริ้นสลิปไปโอนที่ร้านสะดวกซื้อแล้วรอเงินเข้า ถ้าเล่าวันนี้มันอาจฟังดูเชยๆ หรือฟังดูเหมือนยุคดึกดำบรรพ์ของการเทรดออนไลน์
แต่ตอนนั้นผมตื่นเต้นจริง ความรู้สึกมันเหมือนมีประตูอีกบานเปิดอยู่ตรงหน้า เป็นประตูที่ดูเหมือนจะพาเราไปไกลกว่าเงินเดือน พาออกจากความตึงแบบเดิมได้ แล้วพอคนเราเริ่มเชื่อแบบนั้น เราจะอยากวิ่งเข้าไปเร็วมาก โดยยังไม่ค่อยถามตัวเองว่าข้างในนั้นต้องแลกกับอะไรบ้าง
ผมเคยหลงกับทางลัดอยู่พักใหญ่
ผมเทรดไม่เป็น ล้างพอร์ตบ่อย แล้วก็ไม่ยอมรับง่ายๆ ว่าตัวเองยังเทรดไม่เป็น ถ้ายอมรับตั้งแต่ตอนนั้น บางทีผมอาจเสียเวลาน้อยกว่านี้เยอะ แต่ผมไม่ยอมจริงๆ
ผมผ่าน indicator มาหลายแบบ ผ่าน martingale ผ่าน Zone Recovery ผ่าน Grid อะไรที่บอกว่าวางระบบไว้แล้วมันจะทำงานแทนเรา อะไรที่บอกว่าแก้พอร์ตได้ อะไรที่บอกว่าไม่ต้องเฝ้ากราฟ ผมสนใจหมด
พอเสียก็อยากเอาคืน พอพังก็อยากพิสูจน์ว่าตัวเองไม่ได้ห่วยขนาดนั้น เลยวิ่งหาวิธีใหม่อยู่เรื่อย เวลานั้นผมไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองกำลังหลงทางนะ ผมกลับรู้สึกว่ากำลังขยัน กำลังพยายาม กำลังค้นหาระบบที่ใช่ ซึ่งทุกวันนี้พอมองย้อนกลับไป ผมว่าอันนี้แหละน่ากลัว เพราะคนเราสามารถตั้งชื่อดีๆ ให้ความหลงของตัวเองได้เสมอ
เหตุผลจริงๆ มันไม่สวยเท่าไรหรอก ลึกๆ แล้วตอนนั้นผมไม่ได้อยากเข้าใจตลาด ผมอยากชนะเร็วๆ อยากรวยเร็ว อยากมีอะไรไปเล่าให้คนอื่นฟัง อยากให้ภาพในหัวที่คิดว่าตัวเองเก่ง มันเกิดขึ้นให้ทันที
ถ้าถามว่าโลภไหม ก็โลภ ถามว่าใจร้อนไหม ก็ใช่ ถามว่าอยากมีเรื่องเอาไปเล่าให้คนรอบตัวฟังไหม ก็อยาก ผมไม่อยากลบส่วนพวกนี้ทิ้งเพียงแค่ทำให้เรื่องดูดีขึ้น เพราะถ้าตัดมันออก เรื่องนี้ก็จะไม่ใช่เรื่องจริงแล้ว
ช่วงที่พอร์ตเริ่มกินชีวิตทีละนิด
ความพังที่หนักที่สุดสำหรับผมไม่ใช่ยอดขาดทุนอย่างเดียว แต่มันคือช่วงที่ผมเทรดแบบไม่มี SL พอไม่มีจุดยอมแพ้ ชีวิตทั้งวันก็โดนออเดอร์ลากไปด้วย กินข้าวก็คิดถึงมัน อาบน้ำก็คิดถึงมัน นอนก็ยังถือมือถือไว้ เพราะกลัวตื่นมาแล้วพอร์ตเละกว่าเดิม
ผมจำได้ว่ามีหลายเช้าที่ลืมตาขึ้นมาแล้วไม่ดูหน้าใคร ไม่ล้างหน้า ไม่ทำอะไรทั้งนั้น เปิดมือถือก่อน ดูว่าตอนนี้ติดลบเท่าไร ถ้าหนักหน่อยใจก็หล่น ถ้าเด้งกลับมานิดหนึ่งก็เหมือนรอดตาย แล้วก็วนแบบนั้นทั้งวัน
บางวันเหมือนทั้งวันไม่ได้ใช้ชีวิตจริงๆ เลย เหมือนร่างอยู่ตรงนี้ แต่หัวไปนั่งเฝ้าออเดอร์อยู่ที่อื่น กินข้าวก็ไม่ได้กินแบบมีรสชาติ ดูหนังหรือคุยกับใครก็ไม่ค่อยเข้าเรื่อง เพราะข้างในมันค้างอยู่กับคำถามเดิม ว่าจะเอายังไงต่อ จะปล่อยไหม จะถัวไหม จะรออีกนิดไหม
ช่วงนั้นผมใจเต้นแรง เหงื่อออกทั้งที่อยู่ในห้องแอร์ มือเย็น ปวดท้อง วูบเป็นพักๆ ตอนนั้นยังไม่รู้หรอกว่านี่คือราคาที่คนต้องจ่ายเวลาเอาชีวิตไปแขวนไว้กับออเดอร์ ผมแค่รู้ว่าตัวเองเริ่มไม่ปกติ แต่ก็ยังหยุดไม่ลง
ทีหลังพอได้คุยกับเพื่อนเทรดเดอร์ ผมถึงรู้ว่าหลายคนก็เคยผ่านอะไรคล้ายๆ กัน โลกของคนที่ไม่ยอมตัดขาดทุนมันไม่ได้กินแค่เงิน มันกินการนอน กินการกิน กินสมาธิ แล้วก็กินหัวเราไปทีละนิดด้วย พออยู่ในนั้นนานพอ เราจะเริ่มแยกไม่ค่อยออกแล้วว่าเรากำลังเทรด หรือเรากำลังถูกตลาดลากจูงอยู่
ผมหายไปจากตลาดพักใหญ่
สุดท้ายผมหยุดเทรดไปพักใหญ่ มีช่วงหนึ่งหันไปศึกษาธรรมะจริงจัง ผมไม่ได้เล่าเรื่องนี้เพื่อให้มันดูขลัง แต่ตอนนั้นมันเป็นเหมือนที่พักอย่างหนึ่ง เพราะถ้ายังอยู่กับความคิดแบบเดิมต่อไป ผมรู้สึกว่าตัวเองจะพังก่อน
การถอยออกมามันไม่ได้ทำให้ชีวิตกลายเป็นคนใหม่ในทันที ไม่ได้มีฉากที่ผมนั่งนิ่งๆ แล้วเข้าใจทุกอย่างในคืนเดียว ชีวิตจริงมันไม่ค่อยให้บทสรุปสวยๆ แบบนั้น
สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือผมค่อยๆ เห็นชัดขึ้นทีละอย่าง เห็นว่าที่ผ่านมาผมไม่ได้แพ้ตลาดอย่างเดียว ผมแพ้ความอยากเอาคืน แพ้ความรีบ แพ้อีโก้ของตัวเอง แล้วก็แพ้การไม่ยอมรับว่ามีหลายเรื่องที่ผมยังไม่เข้าใจจริง
เมื่อก่อนผมชอบคิดว่าถ้าหาเครื่องมือถูก หาเทคนิคถูก หา setup ถูก ทุกอย่างก็จะดีเอง แต่พอถอยออกมานานพอ ผมถึงเริ่มเห็นว่าบางทีปัญหาไม่ได้อยู่ที่เครื่องมืออย่างเดียว มันอยู่ที่คนใช้เครื่องมือด้วย ซึ่งประโยคนี้ฟังดูธรรมดามาก แต่ผมเสียเวลาไปนานเหมือนกันกว่าจะยอมรับมันจริงๆ
ตอนกลับมา ผมเริ่มจากของธรรมดาที่เคยดูน่าเบื่อ
พอกลับมาเทรดอีกครั้ง มันไม่ได้มีฉากเปิดแบบฮึกเหิมอะไร ผมไม่ได้กลับมาเพราะมั่นใจขึ้นมาก ผมกลับมาเพราะรู้ว่าเรื่องเงินมันหนีไม่พ้นอยู่แล้ว ถ้าจะอยู่กับตลาด ก็ต้องอยู่แบบคนที่ยอมรับกติกา ไม่ใช่คนที่เอาอารมณ์ไปชนกราฟ
รอบนี้ผมเริ่มดูโครงสร้างตลาดจริงๆ ดูพฤติกรรมราคา ดู product ที่ตัวเองเทรด แล้วก็ทำเรื่องที่เมื่อก่อนผมเกลียดมาก คือ ตั้ง SL ทุกไม้ กำหนด risk per trade รอราคา ถ้ายังไม่ถึงจุดก็ไม่เข้า
ฟังดูน่าเบื่อมากใช่ไหม ตอนก่อนผมก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน เพราะคนที่เคยหลงกับทางลัดมักจะรู้สึกว่าของธรรมดามันช้าเกินไป เรียบเกินไป ไม่น่าตื่นเต้นพอ แต่สุดท้ายผมค่อยๆ เห็นว่า ของที่น่าเบื่อนี่แหละที่ช่วยชีวิตคนเทรดได้จริง
ทุกวันนี้เครื่องมือหลักของผมมี EMA 3 เส้นกับ Fibonacci เอาไว้ดูประกอบกับโครงสร้างราคา ไม่ได้มีอะไรลึกลับกว่านั้นมากนัก แต่สิ่งที่ต่างจากเมื่อก่อนคือผมไม่ได้คาดหวังให้เครื่องมือพาผมหนีความจริงอีกแล้ว เครื่องมือมีหน้าที่ช่วยมองตลาด ไม่ได้มีหน้าที่ช่วยปลอบอีโก้
พอมีแผน การเทรดมันควรจบตั้งแต่ตอนวางออเดอร์ ไม่ใช่เพิ่งเริ่มต้นตอนอารมณ์แกว่งหลังเข้าไม้ ผมไม่ได้เฝ้าจอทั้งวันเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ชีวิตกลับมามีช่องว่างพอให้หายใจ แล้วสำหรับผม ช่องว่างนี่แหละสำคัญ มันแปลว่าเรายังมีชีวิตอยู่นอกกราฟด้วย
เว็บนี้มีขึ้นมาเพราะผมไม่อยากพูดแต่ด้านที่สวย
เว็บนี้ไม่ได้ทำขึ้นมาเพื่อขายภาพว่าผมเก่งกว่าใคร ถ้าอยากสร้างภาพ ผมคงไม่เล่าเรื่องรถไฟฟรี เรื่องตีฉิ่งตามงานศพ เรื่องพอร์ตแตก หรือเรื่องนอนถือมือถือคามืออยู่แบบนี้
ผมทำมันขึ้นมาเพราะรู้ว่าคนที่เพิ่งเข้าตลาดอีกเยอะกำลังเดินไปทางเดียวกับที่ผมเคยเดิน บางคนกำลังถือ XAUUSD ขาดทุนแล้วไม่กล้าปิด บางคนเพิ่งโดน US30 เหวี่ยงแล้วกำลังคิดจะแก้มือทันที บางคนยังเชื่ออยู่ว่าขอแค่หาระบบลับให้เจอ ทุกอย่างจะง่ายเอง
ผมไม่ได้อยากเป็นกูรูของใคร และไม่ได้อยากให้ใครเชื่อผมทุกอย่าง สิ่งที่ผมอยากทำมากกว่าคือทำพื้นที่ที่พูดเรื่องการเทรดกันแบบตรงขึ้น พูดเรื่องความเสี่ยงให้ดังพอๆ กับเรื่องกำไร พูดเรื่องพอร์ตพังได้โดยไม่ต้องอาย พูดเรื่องใจตัวเองได้โดยไม่ต้องทำเป็นเก่งตลอดเวลา
หลายเว็บชอบเล่าด้านที่ดูสำเร็จง่าย เพราะมันเล่าง่ายกว่า มันขายฝันง่ายกว่า แล้วก็ทำให้คนอ่านรู้สึกอยากไปต่อเร็วกว่า แต่ผมว่าถ้าจะคุยเรื่องตลาดกันจริงๆ เราควรคุยทั้งด้านที่สวยและด้านที่ไม่ค่อยมีใครอยากเล่า โดยเฉพาะด้านที่ทำให้คนพังเงียบๆ
ถ้าคุณเข้ามาอ่านที่นี่แล้วช้าลงอีกนิดก่อนกดออเดอร์ ถามตัวเองมากขึ้นก่อนจะเพิ่ม lot หรือยอมรับการขาดทุนได้เร็วขึ้นนิดหนึ่ง สำหรับผมก็ถือว่าเว็บนี้ไม่ได้เสียแรงทำแล้ว ผมไม่ได้อยากให้คนอ่านผมแล้วรู้สึกว่าผมเก่ง ผมอยากให้คนอ่านแล้วรู้สึกว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องเดินพังแบบเดิมก็พอ
Tags :